May 21, 2022

ไมเคิล​ โอเวน​ กับคําพูดที่ไม่สามารถดึงกลับคืนมาได้

ไมเคิล โอเวน หรือชื่อเต็มว่า ไมเคิล เจมส์ โอเวน เกิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 1979 ที่เมืองเชสเตอร์ เชสเชียร์ ในประเทศอังกฤษ เป็นลูกชายของ เทอร์รี่ โอเวน อดีตนักฟุตบอลของเอฟเวอร์ตัน ไมเคิล โอเวน เติบโตมาพร้อมกับพรสวรรค์และเจ้าตัวเองก้ได้ชื่นชอบในกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่าความฝันของเด็กที่ชอบเล่นกีฬาฟุตบอล ย่อมอยากเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพทำมาหาเลี้ยงชีพให้กับตัวเอง ไมเคิล โอเวน ในวัย 11 ปี นอกจากสถานการณ์เป็นนักเรียน เขายังพ่วงด้วยการเป็นนักกีฬาฟุตบอลโรงเรียนที่มีชื่อเสียงไปทั่วเรื่องของการมีฝีเท้าที่รวดเร็ว และการจบสกอร์ที่ยอดเยี่ยม โดยผลงานในการเล่นฟุตบอลโรงเรียนของเขา มีน้อยคนนักที่ทราบว่าเขาได้ทำลายสถิติการถล่มประตูที่อยู่มานานเป็นเวลากว่า 20 ปี ของรุ่นพี่คนหนึ่งที่เคยได้ทำไว้ ซึ่งรุ่นพี่คนนั้นมีชื่อว่า เอียน รัช ที่เป็นตำนานของทีมลิเวอร์พูล ในยุค 80 นั่นเอง

โดยสถิติที่ ไมเคิล โอเวน ได้สร้างขึ้นมานั้น ใน 1 ฤดูกาลของการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน เขายิงทำคะแนนไปแล้วกว่า 97 ประตู ผลงานของเขาจึงได้เข้าตา สตีฟ ไฮเวย์ อดีตนักฟุตบอลชาวไอริชของทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว เขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้พัฒนานักกีฬาเยาวชนให้กับสโมสรลิเวอร์พูล ก็ได้มีโอกาสรับชมการเล่นฟุตบอลของเจ้าหนูไมเคิล โอเวน กับตาของตัวเอง โดย เทอร์รี่ โอเวน คุณพ่อของ ไมเคิล โอเวน ได้กล่าวไว้ว่า สตีฟ ไฮเวย์ ได้เขียนจดหมายถึงความประทับใจที่ได้มีต่อ ไมเคิล โอเวน เนื้อหาในจดหมายได้กล่าวไว้ว่า เหมือนกับรักแรกพบระหว่างสโมสร ลิเวอร์พูล กับ ไมเคิล โอเวน แต่ในช่วงเวลานั้นไม่ได้มีเพียงทีมลิเวอร์พูลเพียงทีมเดียวที่ได้สนใจในฝีเท้าของ ไมเคิล โอเวน ซึ่งได้มีทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด , อาเซนอล และเชลซี ที่ได้จับตาดูเขาอยู่ แต่สุดท้ายแล้ว ไมเคิล โอเวน ได้ตัดสินใจมาเลือกอยู่กับสโมสร ลิเวอร์พูล ที่เขาได้มีความประทับใจส่วนตัวต่อทีมลิเวอร์พูลนั่นเอง และในฝีเท้าของเขาจึงทำให้เขาสามารถที่ติดทีมชาติ ในรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี และเขาก็ได้แสดงผลงานการยิงประตูไปได้กว่า 28 ประตู จากการลงสนามเล่นเพียง 20 นัด จนมาถึงวันเกิดอายุ 17 ปี เขาก็ได้รับของขวัญชิ้นพิเศษที่สุดในชีวิตด้วยการเซ็นสัญญาการเป็นนักฟุตบอลอาชีพฉบับแรกกับ สโมสรลิเวอร์พูล สโมสรที่ได้ฟูมฟักเขามาตั้งแต่อายุเลขหลักเดียว

หลังจากนั้น ไมเคิล โอเวน ได้มีโอกาสลงสนามให้ทีมเป็นครั้งแรก จากการที่ ร็อบบี ฟาวเลอร์ ที่เป็นดาวยิงตัวหลักของทีมได้รับอาการบาดเจ็บ และ ไมเคิล โอเวน ก็ไม่ทำให้สาวกของทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ต้องผิดหวัง โดยการที่เขายิงประตูได้ทันทีในเกมที่เปิดตัว ในเกมที่ได้พบกับสโมสรฟุตบอลวิมเบิลดัน ในปี 1997 ในวันนั้นสื่อท้องถิ่นอย่าง ลิเวอร์พูล เอคโค ได้มอบพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่ง เขียนยกย่อง ไมเคิล โอเวน ถึงความมหัศจรรย์ของเจ้าหนู ไมเคิล โอเวน

ในปีต่อมา ไมเคิล โอเวน ได้ยึดพื้นที่การเป็นตัวหลักของทีมได้สมภาคภูมิด้วยวัยเพียงย่าง 18 ปีเท่านั้น เพียงแค่ปีแรก ไมเคิล โอเวน ก็ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นเหลือจากผู้คนในวงการลูกหนัง จนได้รับคำนิยามว่า เป็นตัวรุกที่ดีที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว อีกทั้งยังถูกยกให้เหนือกว่านักเตะชาวอังกฤษที่อยู่ในระดับพรสวรรค์สูงที่อยู่ในรุ่นเดียวกัน อย่างเช่น พอล สโกลส์ , ร็อบบี ฟาวเลอร์ และ เดวิด เบคแคม อีกด้วย

ในฤดูกาลที่ 1997 – 1998 ไมเคิล โอเวน ถูกดันให้มาแทนที่ ร็อบบี ฟาวเลอร์ ที่มีอาการบาดเจ็บ และเจ้าหนูร่างจิ๋วก็ได้ยิงประตูเป็นว่าเล่น จนคว้ารางวัล ดาวซัลโว มาครองได้สำเร็จ พร้อมกับตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปีได้อีกด้วย จากการที่พุ่งมาฉายแสงของเขา ทำให้หลายฝ่ายต่างมองว่า ไมเคิล โอเวน จะเป็นผู้ที่กอบกู้ชื่อเสียงของลิเวอร์พูล ที่เคยได้รับฉายา เครื่องจักรสีแดง และเป็นเจ้าในวงการฟุตบอลในอดีตให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ความคาดหวังที่แฟนบอลตั้งไว้กับ ไมเคิล โอเวน นั้น เปรียบเหมือนพ่อ แม่ ตั้งความหวังไว้กับลูก

ด้วยความเปร่งประกายของ ไมเคิล โอเวน จึงทำให้เขาติดทีมอังกฤษ และเป็นช่วงการจัดมหกรรมฟุตบบอลโลก ที่ประเทศฝรั่งเศสพอดี จึงทำให้ ไมเคิล โอเวน ได้มีโอกาสแจ้งเกิดในการแข่งขันรายการนี้ ทำให้เขาได้รับฉายา เบบี้โกลด์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลังจบการแข่งขันฟุตบอลโลก ไมเคิล โอเวน ก็ได้กลับมาสร้างผลงานให้กับทีม ลิเวอร์พูล อย่างต่อเนื่อง แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถเก็บแชมป์มาได้เลย เพราะเป็นยุคที่ แมนฯ ยูฯ และ อาเซนอล ได้ขับเคี่ยวกันอย่างสูสี แต่ชื่อของ ไมเคิล โอเวน ก็ไม่มีใครหยามหยันได้ ยอดดาวยิงเบอร์หนึ่งของอังกฤษในช่วงเวลานั้นคงหนีไม่พ้นเขาไปได้

หลังจากนั้น คนที่ชื่อ ไมเคิล โอเวน เหมือนคนหมดรักผู้หญิงที่ชื่อ ลิเวอร์พูล แล้ว และได้มีข่าวลือออกมาเป็นระยะว่า เขาได้ตกเป็นเป้าหมายของทีม เรอัลมาดริด ที่ชูนโยบายการ สปิกอส จึงทำให้ใจของ ไมเคิล โอเวน สั่นคลอน ถึงแม้ว่าทีม ลิเวอร์พูล นำเสนอข้อเสนอดี ๆ ให้ก็ตาม จนระยะเวลาใกล้หมดสัญญา ไมเคิล โอเวน ก็บีบให้สโมสรต้นสังกัดขายเขาออกด้วยราคาเพียงแค่ 8 ล้านปอนด์ เพราะถ้าหากรอหมดสัญญาสโมสรจะต้องเสียเขาไปฟรี ๆ ในตลาดซัมเมอร์ปี 2005 เมื่อไม่มีทางเลือก ลิเวอร์พูล เลยต้องเสียนักฟุตบอลที่เปรียบเสมือนลูกแท้ ๆ ไป ในวันนั้น ไมเคิล โอเวน ไม่เคยรู้เลยว่าแฟนบอลเสียใจเป็นอย่างมาก ที่เขามองข้ามหัวสโมสรที่ได้ชุบเลี้ยงเขามาจนโต

แต่การก้าวเดินไปยัง สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด ในวันนั้น คือจุดเริ่มต้นของความผิดพลาดของเขา ที่ได้ฉุดให้ชีวิตของ เบบี้โกลด์ ตกต่ำลงเรื่อย ๆ ในเส้นทางสายฟุตบอล เมื่อไปเล่นที่สเปนทำให้ ไมเคิล โอเวน ได้รู้จักกับเก้าอี้ผู้เล่นสำรองมากกว่าผืนหญ้าในสนาม ซึ่งไม่เหมือนที่เขาได้คาดหวังไว้ ถึงแม้จะยิงได้ในบางครั้งที่ลงสนาม แต่สถานะของเขาก็เป็นได้เพียงแค่ หางราชันเท่านั้น ตลอดเวลา 1 ฤดูกาล เขาได้กลายเป็นบุคคลที่ถูกลืม และสโมสรได้กล่าวกับเขาว่า หากต้องการย้ายออก ก็เชิญได้เลย ในช่วงนั้น สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด ตั้งราคา ไมเคิล โอเวน อยู่ที่ 16 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นราคาที่ ลิเวอร์พูล ไม่สู้อยุ่แล้ว เพราะตอนที่ขายออก สโมสรได้เงินมาเพียง 8 ล้านปอนด์เท่านั้น แม้ว่าตัวของ ไมเคิล โอเวน จะสายตรงมายังผู้ใหญ่ของ สโมสรลิเวอร์พูล เอง แต่ก็ไม่เป็นผล ทำให้เขาต้องไปอยู่กับ สโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ได้รับค่าตอบแทนกว่า 10 ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งในยุคนั้น ถือได้ว่าเป็นจำนวนเงินที่เยอะมาก ๆ แต่ 4 ปีที่เขาได้อยู่กับ สโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่คุ้มกับค่าเหนื่อยที่สโมสรได้ทุ่มให้ สโมสรยังต้องรับภาระค่าใช้จ่ายค่ารักษาอาการบาดเจ็บของเขาอีกด้วย ซึ่งเป็นอาการบาดเจ็บที่มาจากการเล่นทีมชาติ ไม่ได้บาดเจ็บจากการรับใช้สโมสรด้วยซ้ำ แต่สโมสรก็ไม่เคยอิดออดแต่อย่างใด เฝ้าฝันว่าฟอร์มการเล่นของเขาจะกลับมา แต่สิ่งที่เฝ้าฝันก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลย แต่ไมเคิล โอเวน กลับใช้คำพูดดูถูกสโมสร และปล่อยให้สัญญาหมดลงแบบไม่สนใจใยดีเลยด้วยซ้ำ จึงทำให้เรื่องราวทุกอย่างรวมถึงความสัมพันธ์ภายในทีมแย่ลง

หลังจากหมดสัญญากับ สโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ไมเคิล โอเวน ได้เลือกไปอยู่กับสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรคู่ปรับตลอดกาลกับอดีตทีมต้นสังกัดของเขาอย่าง ลิเวอร์พูล และในวันที่เขาได้ชูเสื้อ ปีศาจแดง เขาได้กล่าวว่า เขาดีใจและภูมิใจที่ได้มาร่วมอยู่ในทีมที่ยิ่งใหญ่ของประเทศนี้ และเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถคว้าแชมป์ร่วมกับทีมได้ และเขาก็ได้บรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ เขาได้พาทีมคว้าแชมป์ในศึกพรีเมียร์ลีกแรกที่อยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้สำเร็จ

จากวันนั้น เขาจึงกลายเป็นเจ้าที่ไม่มีศาล เพราะจากการกระทำของเขา ดูจากวันที่เขาเมินลิเวอร์พูล แล้วย้ายไป เรอัลมาดริด ในครั้งนั้น แต่ถึงแม้ว่าเค้าจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาได้ แต่เขาก็ไม่ได้เป็นที่จดจำของแฟนบอลแมนฯ ยูฯ มากนัก กลับเป็นแค่เครื่องหมายความสะใจที่บอกว่า เค้าเป็นนักเตะลิเวอร์พูลคนแรกที่ช่วยให้ทีม แมนฯ ยูฯ ได้แชมป์ หลังจากออกจากทีม แมนฯ ยูฯ เขาได้ย้ายไปอยู่ในสโมสรฟุตบอลสโตกซิตี และหลังจากนั้นก็ได้ประกาศแขวนสตั๊ดไปในที่สุด